โจทก์: [ชื่อ-นามสกุลโจทก์] อายุ 42 ปี เลขบัตรประชาชน [เลขบัตรประชาชน]
ที่อยู่ [ที่อยู่โจทก์] โทรศัพท์ [เบอร์โทร]
จำเลย: [ชื่อบริษัทจำเลย] ทะเบียนบริษัทเลขที่ [เลขทะเบียนบริษัท]
ที่อยู่ [ที่อยู่จำเลย]
เรื่อง: เลิกจ้างไม่เป็นธรรม และเรียกค่าเสียหาย
ข้อ 1. จำเลยได้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม สัญญาจ้างแรงงาน และ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน และหรือจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ กล่าวคือ
จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รายละเอียดปรากฏตามข้อมูลนิติบุคคลของจำเลย เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1
ข้อ 2. เมื่อวันที่ [วันเริ่มงาน] จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ครั้งสุดท้ายปฏิบัติงานในตำแหน่ง พนักงานฝ่ายผลิต วันและเวลาทำงานปกติของโจทก์ คือ [วัน-เวลาทำงาน เช่น จันทร์-ศุกร์ 08.00-17.00 น.] ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 22,000 บาท ประกอบด้วย เงินเดือน 20,000 บาท และรายได้ประจำอื่น (เช่น incentive / ค่าตำแหน่ง / เบี้ยเลี้ยง / สวัสดิการประจำ) 2,000 บาท โดยค่าจ้างจำนวนดังกล่าว จำเลยจ่ายให้โจทก์เป็นจำนวนแน่นอนและเท่ากันทุกเดือน จึงถือเป็น “ค่าจ้าง” ตามนิยามในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ [วันจ่าย] ของเดือน โดยวิธีโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือรับรองการทำงาน เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 2
จำเลยให้โจทก์ปฏิบัติงานประจำอยู่ที่ [สถานที่ปฏิบัติงาน]
ข้อ 3. ต่อมาเมื่อวันที่ [วันเลิกจ้าง] จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ โดยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง พร้อมอ้างเหตุผลข้อเท็จจริง 1 ประการ (รายละเอียดและข้อโต้แย้งปรากฏในข้อ 4) โดยให้มีผลเป็นการสิ้นสุดสภาพการเป็นลูกจ้างในวันเดียวกัน รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง และหนังสือแจ้งรายละเอียดการจ่ายเงินเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 3 และ 4
ข้อ 4. โจทก์เห็นว่า การเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุผลตามหนังสือเลิกจ้างดังกล่าว เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 กล่าวคือ
1. ไม่มีหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเลิกจ้าง
ตลอดระยะเวลาการจ้างงาน 6 ปี โจทก์ไม่เคยได้รับหนังสือตักเตือนอย่างเป็นทางการเป็นลายลักษณ์อักษรจากจำเลยแม้แต่ฉบับเดียว มาตรา 119 (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดว่านายจ้างจะเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้ ต่อเมื่อลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เหตุผลที่จำเลยอ้างมิได้เข้าข่ายความผิดร้ายแรงตามมาตรา 119 (1)(2)(3) จึงจำเป็นต้องมีหนังสือตักเตือนก่อนเลิกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เคยออกหนังสือตักเตือนใด ๆ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
2. โต้แย้งเหตุผลข้อที่ 1
จำเลยอ้างว่า “บริษัทปรับโครงสร้างองค์กรและลดจำนวนพนักงาน”
ข้อเท็จจริงคือ โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อยตลอดอายุงาน ไม่เคยมีประวัติกระทำผิด และยังมีพนักงานที่เข้าทำงานภายหลังโจทก์ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกันอยู่
ทั้งนี้ ภาระการพิสูจน์ว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นจริงและเป็นความผิดของโจทก์โดยตรง ย่อมตกอยู่แก่จำเลย
การเลิกจ้างของจำเลยที่ไม่เป็นธรรมด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมานั้น ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อน เมื่อถูกเลิกจ้างต้องตกงาน ขาดรายได้ประจำ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน โจทก์ไม่มีความมั่นใจว่าจะหางานใหม่ได้ในเร็ววัน โจทก์ไม่ประสงค์ที่จะทำงานร่วมกับจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ โจทก์จึงขอเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำนวน 16 เดือน ของอัตราค่าจ้างสุดท้ายของโจทก์ เป็นเงินจำนวน 352,000 บาท
โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับจำเลย จึงต้องนำคดีมาฟ้องเพื่อขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งบังคับจำเลยต่อไป
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
เพราะฉะนั้น ขอศาลออกหมายเรียกจำเลยมาพิจารณาพิพากษาและบังคับตามคำขอต่อไปนี้
1. ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เป็นเงินจำนวน 352,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อความในคำฟ้องฉบับนี้เป็นความจริงทุกประการ